เมนูหลัก
Home
อุปกรณ์ความปลอดภัย
อุปกรณ์เชื่อมตัดโลหะ/อุปกรณ์แก๊ส/อุปกรณ์งานขัดผิว
อุปกรณ์เครื่องมือไฟฟ้า/เจียร/ขัด/เป่า/ตัด/เจาะ
กลุ่มอุปกรณ์เครื่องมือลม (Air Tool)
กลุ่มเครื่องมือต๊าปเกลียว/ตัด/เจาะ
กลุ่มอุปกรณ์เครื่องย้าย ยก และล้ออุตสาหกรรม
กลุ่มสินค้าเครื่องมือช่าง (Hand Tool Product)
กลุ่มงานเคมีอุตสาหกรรมและน้ำยาทำความสะอาด
กลุ่มอุปกรณ์การเกษตร เครื่องปั่นไฟ และ ปั้มน้ำ
Member
Contact Us
Shopping Cart
บอร์ดสนทนาเรื่องอุตสาหกรรมและความปลอดภัย
About Us
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
google-site-verification: google4d012a84530eb805.html
สถานีโทรทัศน์
Nation Channel
ทีวีสี ช่อง 3
ทีวีสี ช่อง 5
ทีวีสี ช่อง 7
ทีวีสี ช่อง 9
ITV
UBC
สาระความรู้
Knowledge Center
ฝึกภาษา ASP ออนไลน์
ห้องสมุดดิจิตอล
ฝึกภาษา HTML ออนไลน์
ห้องสมุดกฎหมาย
ดิกชั่นนารี่ออนไลน์
อัตราแลกเปลี่ยนเงิน
หนังสือพิมพ์
บ้านเมือง
มติชน
คมชัดลึก
สยามรัฐ
สยามธุรกิจ
บางกอกโพสต์
ข่าวสด
กรุงเทพธุรกิจ
โพสต์ทูเดย์
มติชนสุดสัปดาห์
แนวหน้า
ไทยโพสต์
เดลินิวส์
เส้นทางเศรษฐกิจ
ไทยรัฐ
มุมนักเสี่ยงโชค
ตรวจผลล็อตเตอรี่
ผลสลากออมสิน
โปรโมทเว็บ
โปรโมทเวบ กับ www.thaigetlink.com
www.thaigetlink.com
Forum 1
ตั้งกระทู้ใหม่ที่นี่
วิธีการกู้รถที่จมน้ำ น้ำท่วม
(Reader : 2287)
คำแนะนำเบื้องต้น สำหรับการกู้รถที่น้ำท่วมด้วยตนเอง

- สิ่งแรกที่ควรทำคือเปิดฝากระโปรงรถถอดแบตเตอรี่ออกตากแห้งทำความสะอาด เพราะจะเป็นการตัดวงจรไฟฟ้าในรถทั้งคัน

- ถอดเบาะถอดพรมและส่วนประกอบอื่นๆที่ถูกแช่น้ำ เช่น แผงประตู ยางอะไหล่ ที่รองพื้นในห้องสัมภาระท้ายรถทำความสะอาดตากแดดทิ้งไว้

- ดูที่เครื่องยนต์โดยใช้หลักการที่ว่าน้ำหนักกว่าน้ำมันเมื่อเข้าไปอยู่ในเครื่อง เหล็กวัดระดับน้ำมันเครื่องจะเป็นตัวบ่งบอกว่าน้ำเข้าไปมากหรือน้อย ถ้าระดับน้ำมันเครื่องสูงกว่าปกติมากให้มุดไปใต้ห้องเครื่องคลายเกลียวน็อตถ่ายน้ำมันเครื่องคลายเพียงหลวมๆถ้ามีน้ำน้ำจะไหลออกมาก่อน ปล่อยให้น้ำไหลจนหมดน้ำมันเครื่องจะตามออกมานิดหน่อย แล้วจึงปิดน็อตถ่ายน้ำมันเครื่องขันน็อตให้แน่น

- สำหรับห้องเกียร์ เฟืองท้ายและถ้งน้ำมันเชื้อเพลิง การตรวจสอบว่ามีน้ำเข้าไปหรือไม่ให้ทำวิธีการเดียวกับที่ทำกับห้องเครื่อง โดยคลายน็อตออกมาหลวมๆปล่อยให้น้ำไหลออกมาจนหมดแล้วค่อยขันน็อตคืนให้แน่น เมื่อแน่ใจแล้วว่าน้ำไหลออกหมดแล้วอย่าเพิ่งรีบร้อนติดเครื่องยนต์ ให้ตรวจดูกรองอากาศโดยถอดออกมาทั้งหมดก่อน ให้เอาน้ำออกจากส่วนประกอบและท่อต่างๆของเครื่องกรองอากาศโดยลมเป่าหรือคว่ำให้น้ำออกจนหมดและตากให้แห้ง

- ในกรณีที่เป็นเครื่องเบนซินให้ใช้ลมเป่าไปที่เบ้าหัวเทียนไล่น้ำออกให้หมดทุกซอกทุกมุม จากนั้นให้ถอดหัวเทียนออก ตรวจดูแผงฟิวส์ตัวฟิวส์ กล่องรีเลย์ต่างๆรวมทั้งกล่องอีซียูต้องถอดออกให้หมดตากแดดทิ้งไว้ ตรวจดูปลั๊กไฟใช้ลมเป่าทำความสะอาดทั้งหมด หรือใช้สเปรย์ไล่ความชื้นฉีดทิ้งไว้

- กล่องอีซียู รีเลย์หรือกล่องควบคุมอุปกรณ์ระบบต่างๆทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อรถจมน้ำจะไม่เสียเพราะไฟช็อต แต่การที่น้ำเข้าทำให้เปียกชื้น ให้แกะฝา กล่องออกซึ่งต้องทำอย่างระมัดระวังสักหน่อย ถ้าภายในมีน้ำให้ใช้ลมเป่าถ้าชื้นก็ตากแดดทิ้งไว้จนแห้ง

- ตรวจแบตเตอรี่ดูระดับน้ำกลั่น ถ้าสูงจนล้นเพราะน้ำเข้า อย่าคว่ำหม้อเทน้ำกรดออกโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสียอย่างถาวร ถ้าระดับน้ำกลั่นสูงกว่าปกติมากจนปริ่มฝาปิดให้ดูดออกจนระดับเท่าปกติ ถ้ามีมาตรวัดไฟฟ้าให้วัดว่ามีไฟหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีมาตรวัดไฟฟ้าให้ใช้สายไฟเส้นใหญ่เท่าที่จะหาได้มีความยาวเท่ากับแบตเตอรี่ ให้ท่านกดปลายสายไฟด้านหนึ่งให้แน่นที่ขั้วบวก ส่วนปลายสายไฟอีกด้านให้ขีดผ่าน(ลากผ่าน)เร็วๆที่ขั้วลบ ถ้ามีประกายไฟออกที่ปลายสายที่ขีดผ่านก็แสดงว่ามีไฟ

- เพลาขับ หากยางหุ้มเพลาขาดน้ำจะเข้าไปนำเอาจารบีออกไป ต้องอัด จารบีใหม่และเปลี่ยนยางหุ้มเพลาด้วย อีกอย่างหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ คือลูกปืนล้อทั้งหน้าและหลังที่มีอยู่ในรถทั่วไป ต้องนำออกมาล้างอัดจารบีใหม่แล้วใส่กลับคืนที่ด้วยการปรับใหม่ให้แน่นตามลำดับไม่แน่นเกินไปจนล้อหมุนฝืด

- ล้างและเปลี่ยนน้ำระบายความร้อน เอาโคลนเลนที่ติดอยู่ตามรังผึ้งหม้อน้ำออกให้หมด ใส่น้ำยาลดความร้อนหล่อลื่นและรักษาโลหะลงผสมในน้ำระบายความร้อนใหม่อีกครั้งให้ได้ตามลำดับที่กำหนด

- ล้างทำความสะอาดภายนอกของระบบห้ามล้อเปลี่ยนน้ำมันเบรก และหากแช่น้ำอยู่นานก็อาจจะต้องถึงขั้นซ่อมใหญ่เบรกทั้งระบบกันเลย

- โคมไฟหน้าเลนส์ ไฟท้าย เบาะนั่ง พรมปูพื้น ที่ถอดออกมาตากแดดแห้งแล้วยังไม่ต้องรีบใส่ แม้ว่าส่วนประกอบอื่นๆจะแห้งดีแล้ว ให้เอารถออกตากแดดเปิดประตูรถทุกบาน พยายามให้แผงหน้าปัดรถตากแดดแรงๆเพื่อไล่ความชื้นออกจากแผงหน้าปัดให้หมด

- เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างแห้งสนิทดีแล้วค่อยใส่ทุกอย่างที่ถอดออกจากในห้องเครื่องเข้าที่ให้หมด ยกเว้นหัวเทียนในกรณีของรถเครื่องยนต์เบนซินหรือหัวฉีดในกรณีเครื่องดีเซล ให้ยกแบตเตอรี่เข้าที่ก่อนโดยใส่ขั้วแบตเตอรี่ เสียบกุญแจบิดกุญแจไปจังหวะแรก(จังหวะสำหรับตรวจมาตรวัดต่างๆก่อนสตาร์ทรถ) หากเกจ์วัดไหนยังไม่ทำงานอย่าเพิ่งไปสนใจ ให้เปิดสวิตช์ค้างไว้แล้วลงมาตรวจสอบที่ห้องเครื่องยนต์ว่ามีควันหรือความร้อนอะไรเกิดขึ้นจากการใช้ไฟจากแบตเตอรี่หรือไม่ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีทุกอย่างปกติดีจึงค่อยบิดกุญแจปิดสวิตช์

- จากนั้นให้ตรวจสอบเบ้าหัวเทียนอีกครั้งว่ามีอะไรติดขัดหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่ หากดูแล้วว่าเรียบร้อยดีให้ลองสตาร์ทเครื่องใหม่ โดยคนหนึ่งบิดกุญแจส่วนอีกคนหนึ่งคอยดูที่รูหัวเทียน เมื่อเครื่องหมุนถ้ามีน้ำ น้ำจะถูกพ่นออกมาทางรูหัวเทียน ให้สตาร์ทต่อไปจนแน่ใจว่าน้ำถูกพ่นออกมาจนหมด ต่อไปก็ให้ใส่หัวเทียนเข้าที่ หากทำมาถูกต้องและไม่มีอุปกรณ์อื่นที่เสียหายรุนแรง เมื่อท่านสตาร์ทเครื่องยนต์ก็น่าจะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ทำงานดังกระหึ่มขึ้นตามมา แต่ถ้าไม่มีเสียงเครื่องยนต์ดังตามมาก็คงต้องพึ่งรถลากมาลากรถยนต์ไปให้ช่างยนต์ผู้เชี่ยวชาญลงมือทำแล้วล่ะ

การแก้ปัญหาในเบื้องต้นนี้หากช่วยให้รถกลับคืนมาทำงานได้อีกก็จะช่วยประหยัดค่าซ่อมไปหลายหมื่นบาท แต่ถ้าหากท่านไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์เลย ข้อแนะนำเบื้องต้นนี้ก็ยังพอทำให้ท่านรู้ว่ารถของท่านต้องผ่านกรรมวิธีอะไรบ้าง ซึ่งท่านสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการพูดคุยกับช่างได้ และที่สำคัญท่านควรเลือกศูนย์ซ่อมหรืออูซ่อมที่มีช่างมืออาชีพมีความเชี่ยวชาญในการซ่อมแซมรถยนต์ยี่ห้อและรุ่นของรถท่านเป็นอย่างดี เพราะรถที่ผ่านการจมน้ำมาระยะหนึ่งนั้นจะมีปัญหาที่ละเอียดอ่อนมากและต้องการช่างผู้เชี่ยวชาญจริงๆเท่านั้น

ข้อมูลจาก น.ส.พ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2553 , www.nakhongarage.com
เรียบเรียงโดย ชรินทร์พร ธนศุภานุเวช
Posted by : gsicorp@hotmail.comวัน/เวลา : 19/10/2554 13:17:54
แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ
ชื่อ
อีเมล์
ให้ใส่เป็นตัวเลขอารบิก
                    

AmazingCounters.com
 
© 2026 All Rights Reserved
Powered by
ThaiWebWizard.com